วันที่ 3 ขึ้นชินคันเซนครั้งแรก
หลังจากที่ทนเหนื่อยมา 2 วันในโตเกียว วันนี้ก็เหนื่อยอีกตามเคย แต่เราพอเริ่มปรับตัวได้แล้วก็จะลองทำอะไรยากๆขึ้นมาอีกนิดนึง ในเมื่อเรามี Japan Rail Pass อยู่ในมือ ถ้าไม่ใช้ขึ้นรถไฟความเร็วสูงชินคันเซ็นก็แปลกอยู่
วันพรุ่งนี้ต้องย้ายไปโอซาก้าด้วยชินคันเซ็น วันนี้เลยจะลองทดสอบก่อนใช้จริงในวันพรุ่งนี้ เรียกได้ว่าสำรวจสถานที่และขั้นตอนการใช้บริการก่อน เพราะนี้เป็นการขึ้นรถไฟความเร็วสูงครั้งแรกในชีวิต
แผนในตอนเช้าวันนี้จะไปย่านวัยรุ่น 2 ย่าน 2 สไตล์ นั่นคือฮาราจุกุ กับอากิฮาบาระ แต่ไม่ช้อปเน้นเดินผ่านๆตามสไตล์เรา
ตอนเช้าออกสายกว่ากำหนดประมาณ 1 ชม.เพราะมัวแต่เล่นอินเตอร์เน็ตที่ล็อบบี้เล็กๆของโรงแรม อย่าลืมว่าทริปนี้เราใช้ Free WiFi ออกข้างนอกก็ไม่มีอินเตอร์เน็ตใช้แล้ว แผนที่ไม่มีด้วนนะ
การเดินทางจากอิเคะบุคุโระไปฮาราจุกุไม่ยาก แค่นั่งรถไฟ JR สาย Yamanote ที่จะมุ่งหน้าไปชินจูกุ (Shinjuku) ไม่นานก็ถึงสถานีฮาราจุกุ (Harajuku)
เมื่อเจอเสาโทริอิแสดงว่าเป็นบริเวณศาลเจ้าของศาสนาชินโต (ต่างกับวัดที่จะไม่มีเสาโทริอิ) ต้องเดินตามทางเดินที่เป็นก้อนกรวดเล็กๆเข้าไปลึกพอสมควรกว่าจะถึงตัวศาลเจ้า รอบๆมีแต่ลำธารและต้นไม้สูง กับอีกาตัวใหญ่ๆเต็มไปหมด อารมณ์มันไม่เหมือนอยู่ใจกลางเมืองเลยซักนิด พื้นที่สีเขียวค่อนข้างกว้างขวางใหญ่โตกว่า 7 แสนตารางเมตร จึงเสมือนปอดของโตเกียวเลย

ถังไวน์และสาเกที่ประดับอยู่ก็เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูป หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมมีเหล้า, ไวน์ในบริเวณศาลเจ้าได้ ที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าความเชื่อของไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกัน เหล้าเป็นเครื่องดื่มฉลองในงานพิธีมงคลต่างๆของวัดญี่ปุ่น ส่วนถังไวน์ที่เห็นนี้เป็นของขวัญให้จักรพรรดิ์ในสมัยเมจิ มาจากแหล่งผลิตไวน์ของแคว้น Bourgogne ที่ฝรั่งเศษ
![]() |
อีกาเยอะมาก |
ตามธรรมเนียมก่อนเข้าศาลเจ้าต้องล้างมือก่อน |
ศาลเจ้าเมจิเป็นศาลเจ้าเก่าแก่ สร้างตั้งแต่สมัยเมจิ ถือว่าเป็นศาลเจ้าหลักของโตเกียวเลยก็ว่าได้ และยังเป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นนิยมมาทำพิธีแต่งงานกันที่นี่ด้วย
หลังจากเดินชมศาลเจ้าเสร็จก็กลับทางเดิมเพื่อไปถนนทาเคชิตะ ซึ่งเป็นถนนวัยรุ่นที่มีเสื้อผ้า ของกระจุกกระจิกน่ารักๆขาย เช่นร้าน Daiso หรือที่เรียกกันติดปากว่าร้าน 100 เยน
วันเสาร์อาทิตย์คนจะแน่เต็มถนน ใครชอบดูคอสเพลย์ก็ลองมาส่องๆแถวนี้ดู แต่เรามาที่นี่เรามาหาเครปกินก็เท่านั้นแหละ -.-



ร้านเครปมีอยู่หลายร้าน เครปมีหลายรสไม่ว่าจะเป็นผลไม้, ไอศกรีมที่มากมายจนเลือกไม่ถูก ราคาก็แล้วแต่ประมาณ 400-600 เยน
![]() |
อันนี้ของโปรด รสทีรามิสุ |

เราเดินอยู่ที่นี้ไม่นานมากเพราะเป็นแค่ซอยเล็กๆ แถมเราต้องทำเวลาอีกเลยจัดแมคโดนัลไปแบบเร็วๆ (ที่เค้าว่าใหญ่สุดในญี่ปุ่น แต่เอาจริงๆของไทยใหญ่กว่าเยอะ) แล้วเดินกลับไปที่สถานีฮาราจุกุโดยสถานที่ต่อไปคืออากิฮาบาระ (Akihabara)
ตอนเดินเข้าสถานีฮาราจุกุ ผมก็ใช้ตั๋ว Japan Rail Pass แสดงให้เจ้าหน้าที่ดูแล้วก็เดินผ่านประตูไปตามปกติ พอเดินผ่านเสร็จก็ยืนเพื่อที่จะเก็บตั๋วเข้ากระเป๋า ระหว่างยืนเก็บอยู่ก็มองไปเห็นเด็กผู้หญิงญี่ปุ่นใส่ชุดนักเรียนยืนอยู่นอกสถานีกำลังมองดูตั๋วที่เราถืออยู่แบบงงๆ เขาคงเห็นว่าเราควักบัตรอะไรซักอย่าง แล้วบัตรนี้ทำให้เราเข้าสถานีได้แบบเจ้าหน้าที่โค้งคำนับด้วย เด็กแอบอิจฉาเราหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่แน่นอนว่า Japan Rail Pass เป็นตั๋วที่น่าอิจฉาจริงๆ เพราะตั๋วใบเดียวเที่ยวได้ทั่วญี่ปุ่น แต่คนญี่ปุ่นเองไม่มีสิทธิใช้เลย อ่านรายละเอียดของตั๋วนี้ได้ที่นี่
การเดินทางจะใช้รถไฟสาย Yamanote ไปเปลี่ยนเป็นสาย Chuo-Sobu ที่สถานีโยโยหงิ (Yoyogi) ซึ่งอยู่ก่อนถึงชินจูกุ แล้วก็นั่งไปซักพักก็ถึงสถานีอากิฮาบาระ (จะใช้สาย Yamanote อย่างเดียวก็ได้ แต่จะนานหน่อย เพราะสาย Chuo-Sobu Local มันจะตัดผ่านวงกลมของสาย Yamanote ทำให้ถึงเร็วกว่า)
![]() |
รถไฟสาย Chuo-Sobu Local จะเป็นสีเหลือง |
ย่านอากิฮาบาระเป็นย่านที่นิยมในหมู่โอตาคุ เพราะเป็นแหล่งรวมบรรดาตัวการ์ตูนอะนิเมะทั้งหลาย แล้วยังเป็นแหล่งรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า, เกม และ Maid Cafe ด้วย

![]() |
Maidreamin มาเปิดที่ไทย 2 สาขาแล้วนะ |

คนที่คลั่งไคล้การ์ตูนญี่ปุ่นมาที่นี่อาจเป็นบ้าอยู่ตั้งแต่เช้ายันเย็นได้ แต่ส่วนตัวผมไม่นิยมสิ่งใดเหล่านี้เลย รู้สึกเฉยๆไม่รู้จะไปที่ไหนจริงๆ พยายามจะอินกับบรรยากาศนะ แต่ทำไม่ได้ คือตอนวางแผนไม่ได้หวังอะไรกับที่นี่มากอยู่แล้ว แค่จะเข้าไปเล่นเกมตู้ก็เสียดายเงิน ถ้าสถานที่มันไม่ใช่เราก็ไม่ฝืน ได้แค่เดินเล่นรอบๆ หาที่นั่งพัก แม้แดดแรงแต่ลมก็เย็นสบาย

![]() |
ห้าง Yodobashi เป็นห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของย่านนี้เลย |
พอไม่รู้จะทำอะไรแล้ว เลยตัดสินใจไปสถานที่สุดท้ายของวันนี้ ขอหลุดจากสถานที่ยอดฮิตที่มีรีวิวนับร้อยเป็นอะไรใหม่ๆคนไม่ค่อยรู้จักบ้าง นั้นคือพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งอยู่ที่จังหวัดไซตะมะ (Saitama) ไม่ไกลจากโตเกียว การเดินทางที่รวดเร็วและประหยัดเวลามากที่สุดก็แน่นอน...ชินคันเซ็น
การจะขึ้นชินคันเซ็นก็ต้องไปสถานีโตเกียวอยู่ไม่ไกลจากอากิฮาบาระ ก็แค่ใช้รถไฟสายประจำของเรานั้นคือสาย Yamanote ไปลงที่โตเกียว
มาสถานีโตเกียวแล้วจะไม่ออกไปชมภายนอกแปลว่ายังไม่ถึง เพราะอาคารภายนอกของสถานีโตเกียวมีสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกที่สวยงาม มีอายุกว่าร้อยปี ซึ่งภายในเป็นโรงแรมมีห้องพักกว่า 150 ห้อง

นอกจากมารอชินคันเซ็นแล้ว ผมยังได้ทำการจองที่นั่งชินคันเซ็นสำหรับการเดินทางไปโอซาก้าพรุ่งนี้ เพื่อให้สบายใจว่าเรามีที่นั่งแน่นอน และมันจองฟรีเมื่อมี Japan Rail Pass
แล้วสำหรับวันนี้หละ...ก็เดินเข้าไปเลยไง
ตั๋วจองที่นั่งหละ...ไม่มีไง
เมื่อมี Japan Rail Pass เราเป็นเสมือน VIP ที่จะเข้ารถไฟ JR อะไรก็ได้ตามใจชอบ (แต่ไม่ได้ทุกขบวน) รวมถึงชินคันเซ็นด้วย โดยต้องนั่งในตู้ Non-Reserved เท่านั้น
ชินคันเซ็นที่จะใช้วันนี้คือ Hakutaga 567 ของสาย Hokuriku เหตุผลที่เลือกขบวนนี้เพราะสายนี้เขาใช้ชินคันเซ็นรุ่นใหม่ล่าสุดคือ E7 Series
ชินคันเซ็นตามจอด้านซ้ายทุกขบวนใช้ได้หมด |
สำหรับสถานีที่จะลงคือ สถานีโอมิยะ (Omiya) เราสามารถขึ้นชินคันเซ็นอะไรก็ได้ของ JR East (สาย Tohoku, Joetsu, Yamagata, Akita และ Hokuriku) ที่มีตู้ Non-Reserved เพราะสถานีโอมิยะ ชินคันเซ็นทุกขบวนจอดหมด โดยใช้เวลาเดินทางแค่ 25 นาที
ก่อนเข้าไปในชินคันเซ็นต้องเช็คว่าตู้ Non-Reserved อยู่ตู้ที่เท่าไหร่ จากจอแสดงผลในสถานี หรือข้างตัวรถไฟ ในตู้ Non-Reserved เราสามารถนั่งตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าโชคร้ายที่นั่งเต็มก็ต้องยืน ในกรณีของเราขึ้นต้นทางได้นั่งชัวร์ๆ
ภายในคล้ายๆเครื่องบิน แต่ที่นั่งกว้าง ความห่างของแต่ละที่นั่งกว้างมาก ยืดขาสบาย มีปลั๊กไว้สำหรับชาร์ตแบตด้วย
ภายในคล้ายๆเครื่องบิน แต่ที่นั่งกว้าง ความห่างของแต่ละที่นั่งกว้างมาก ยืดขาสบาย มีปลั๊กไว้สำหรับชาร์ตแบตด้วย

มาถึงสถานีโอมิยะ เขาจะมีป้ายไปพิพิธภัณฑ์รถไฟชัดเจน แต่ต้องใช้รถ New Shuttle ต่ออีก 1 ป้าย สามารถใช้บัตร Suica ได้
แถบนี้เป็นเหมือนโรงงานรถไฟ เลยมีพิพิธภัณฑ์รถไฟจัดแสดง
ออกมาดูข้างนอกนิดนึง เห็นแท็กซี่จอดอยู่อย่างเป็นระเบียบมาก มากนี่คือทุกคันยังใช้รถรุ่นเดียวกันนั้นคือรถคุณปู่ Toyota Crown (คือคุณปู่แอดมินก็ขับรุ่นนี้)
รถ New Shuttle จะคล้ายรถไฟแต่ไม่ใช่ เพราะตู้หนึ่งเล็กมาก เหมือนอยู่ในกล่อง, มีล้อยาง และไม่ได้วิ่งบนราง เค้าเรียกว่า People Mover
สถานีที่ลงคือสถานี Tetsudō-Hakubutsukan จะอยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์เลย
พิพิธภัณฑ์เปิด 10.00-18.00น. ปิดทุกวันอังคาร ค่าเข้าผู้ใหญ่ 1000 เยน เด็ก 500 เยน สามารถใช้บัตร Suica ในการจ่ายได้ ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงรถไฟโบราณ สมัยที่รถไฟญี่ปุ่นเริ่มรุ่งเรือง แต่เราต้องทำใจเรื่องภาษานิดนึง เพราะที่นี่เขาไม่ค่อยรองรับชาวต่างชาติเท่าไหร่ แต่มีภาษาอังกฤษให้บ้าง (หัวข้อบนป้ายเท่านั้น) เราก็ได้แค่ดูรถไฟเฉยๆอ่านคำบรรยายภาษาญี่ปุ่นไม่ออกแต่ก็เพลินได้ คนน้อนถึงน้อยมาก
ชั้นแรกจะเป็นการจัดแสดงรถไฟแบบต่างๆ ซึ่งจะไล่ตามยุคสมัย เมื่อเดินลึกขึ้นรถไฟก็จะทันสมัยมากขึ้น ส่วนชั้นสองจะเป็นนิทรรศการประวัติรถไฟญี่ปุ่น
รู้หรือเปล่าว่ารางรถไฟของญี่ปุ่นกว้าง 1.067 เมตร |
ชินคันเซ็น Series 222 |
Class Kumoha 101 |
![]() |
12.00, 15.00น. ตรงกลางจะหมุนได้ |
ที่ชั้น 2 จะมีห้องจัดแสดงโมเดลรถไฟ ตอนผมเดินไปก็ไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไร มันมืดๆแล้วมีพนักงานเรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นให้เดินเข้าไป เพราะตอนนั้นประมาณบ่าย 3 โมงเป็นเวลาแสดงแสงสีเสียงพอดี มีบรรยายสดเป็นภาษาญี่ปุ่น เราก็ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ดูรถไฟวิ่งไปวิ่งมาอย่างเดียว
ที่นี่ไม่มีชินคันเซ็นใหม่ๆให้ดูนะ ถ้าจะดูต้องไปที่นาโกย่า หรือขึ้นไปบนดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์นี่ก็ได้
ดาดฟ้าจะมีจุดให้ชมรถไฟชินคันเซ็นที่วิ่งผ่านไปผ่านมา โดยจะมีตารางให้ดูว่าเวลาไหน รถขบวนอะไรผ่าน ซึ่งตรงเวลาเป๊ะมาก เราอยู่ตรงนี้นานเลย เพราะเพิ่งเคยเห็นชินคันเซ็นครั้งแรกแล้วชินคันเซ็นของ JR East มันสวยมาก (ดูในคลิป) วิวดีด้วย ลมเย็น ใครมาที่นี่ห้ามพลาดบรรยากาศบนดาดฟ้าหละ

ไม่รู้ติดใจหรืออะไรทำให้เดินจนพิพิธภัณฑ์ปิดเลย ก็มีของฝากเป็นขนมตามเคย กับพวงกุญแจชินคันเซ็นจิ๋วๆ
ขากลับก็นั่ง New Shuttle กลับสถานีโอมิยะ แต่จะไม่นั่งชินคันเซ็นกลับเพราะโรงแรมที่อิเคะบุคุโระมันอยู่ใกล้มากกว่า รถไฟ JR ที่เลือกกลับคือสาย Saikyo (จะใช้สาย Shonan-Shinjuku ก็ได้)

ตอนเย็นคนเยอะมาก เราก็เดินตามป้ายที่เป็นสีครามของสาย Saikyo

แผนที่เส้นทางการเดินทางโดยประมาณ
สีแดงคือเส้นทางการเดินทาง สีน้ำเงินคือเส้นทางไป-กลับจากโรงแรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น