วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2557

เที่ยวอเมริกาด้วยตัวเอง วันที่ 5 วันเก็บตก

*บทความนี้เล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเที่ยวเมื่อปี 2552

อ่านวันที่ 1 วันอันวุ่นวาย
เหตุที่ตั้งชื่อว่าวันเก็บตกเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ผมจะเที่ยวที่ดิสนีย์แลนด์ โดยวันนี้ผมมีแผนที่จะไปทั้ง 2ส่วนคือดิสนีย์แลนด์พาร์ค ตอนเช้า กับแคลิฟอร์เนีย แอดเวนเจอร์ตอนบ่าย ซึ่งผมจะเล่นเครื่องเล่นที่ผมชอบกับเครื่องเล่นที่ปิดซ่อมใน 2วันแรกที่เรามา

ตอนเช้าเราก็ทานอาหารเช้าในห้องที่ซื้อจากเซเว่นเหมือนเดิม พอทานเสร็จเราก็เดินไปทางเข้าดิสนีย์แลนด์แล้วเข้าดิสนีย์แลนด์พาร์คตอนมันเปิดเหมือนวันแรก แต่วันนี้เราจะไม่เดินทุกจุด เราเลยจะนั่งรถไฟที่วิ่งรอบสวนสนุกที่สถานี Main Street U.S.A. เพื่อไปยังสถานี New Orleans Square เราก็เดินเล่นแถวๆนั้น โดยมุ่งหน้าไปทางปราสาทเจ้าหญิงนิทราเพื่อไปถ่ายรูปครอบครัว 
จากนั้นก็เดินไปเล่นเครื่องเล่นที่อยู่ใกล้ๆกันอย่าง Finding Nemo Submarine Voyage เป็นเรือดำน้ำที่พาเราเข้าถ้ำใต้น้ำแล้วมีตัวการ์ตูนจากเรื่อง Finding Nemo ฉายเป็นเรื่องราวตามจุดต่างๆ พอเสร็จจากอันนี้แล้วเราก็ไปเล่นรถไฟเหอะที่อยู่ใกล้ๆกันคือ Matterhorn Bobsleds เป็นรถไฟเหอะที่เก่าแก่ โดยตัวรถจะนั่งได้ 2หรือ3คน จะแล่นไปตามถ้ำในภูเขาแถมมีลงไปในน้ำนิดนึง ภูเขาลูกนี้แหละที่มีตำนานเล่าว่าบนยอดเขาภายในมีสนามบาสเก็ตบอลด้วย หลังจากเล่นเสร็จเราก็ไปเล่นในสิ่งที่อยากเล่นอีกตือเราไปเล่น Star Tours กัน เนื่องจากผมเป็นแฟนสตาร์วอส์เลยชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่ครั้งนี้แถวยาวกว่าวันแรกที่เรามาจนต้องเปิดอีกห้องไว้ต่อคิวเลยทีเดียว เล่นเสร็จที่ทางออกเค้าจะมีร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับสตาร์วอส์ผมก็อยากซื้อหลายอย่าง แต่พอเทียบเป็นเงินไทยของแต่ละอย่างถือว่าแพงมาก ผมก็ได้แค่ซื้อตุ๊กตาพวงกุญแจมาตัวนึง(ที่ตอนนี้หายไปไหนไม่รู้) เริ่มบ่ายๆผมก็จะไปเล่นเครื่องเล่นที่ชอบอันสุดท้ายคือ Indiana Jones Adventure Temple of the Forbidden Eye เราก็ไปขึ้นรถไฟที่สถานี Tomorrowland เพื่อกลับไปยังสถานี New Orleans Square (สาเหตุที่ต้องกลับไปเพราะตอนที่เรามาก่อนหน้านี้มันเสียอยู่ ) ระหว่างทางในรถไฟเค้าก็มีบรรยายตลอดเส้นทาง มีอะไรให้ดูนิดหน่อย 
พอผ่าน Main Street U.S.A. ผมเห็นเค้าปิดทางเดินเตรียมที่จะมีพาเหรด แต่มาที่นี่ผมไม่ได้ดูพาเหรดนะ พอมาถึงที่ New Orleans Square เราไม่ใช้ Fastpass เพราะเราใช้ไปแล้วกับ Star Tours ซึ่งมันจะมีเว้นช่วงไม่ให้ใช้หลังจากที่ใช้ไปแล้ว 1ชั่วโมง เราจึงต้องต่อคิวอันยาวเหยียดรอประมาณชั่วโมงนึงกว่าจะได้ขึ้น ครั้งนี้ถูกใจผมหน่อยคือผมได้อยู่ตรงที่นั่งคนขับได้ความรู้สึกที่ดีไปอีกแบบเหมือนเราขับรถจริงๆ 

ผมสนุกกับที่นี่มากแต่เราไม่มีเวลามากเพราะเลยเวลาตามแผน เราต้องเปลี่ยนไปอีกส่วนที่แคลิฟอร์เนีย แอดเวนเจอร์ในช่วงบ่าย

เราออกไปหาอะไรทานข้างนอกดิสนีย์แลนด์ก็เจอร้าน Denny's แบบเดียวที่เราทานในคืนแรก ผมก็สั่งปกติแบบที่ีสั่งในคืนแรกก็มีเพิ่มเติมบ้าง แต่ครั้งนี้พ่อผมให้ผมเป็นคนสั่งเอง โดยปกติก่อนหน้านี้พ่อเป็นคนสั่งให้ตลอดเพราะผมไม่มั่นใจในภาษาแบบอเมริกัน ผมก็พูดๆตามเมนูพนักงานเป็นผู้หญิงเอเชียมีอายุนิดนึงก็ไม่ได้ถามอะไร เค้าแทบไม่พูดด้วยซ้ำ สั่งเสร็จพอตอนเสิร์ฟผมแอบงงนิดนึงคือผมสั่งโกโก้เย็นและคนอื่นก็ไม่ได้สั่งน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มแต่ผมได้น้ำเปล่าแก้วนึงแถมมาพร้อมโกโก้ ผมก็มองว่าก็ดีปากจะได้ไม่หนืดมาก และที่น่าสังเกตคือพนักงานที่เสริฟอาหารโต๊ะเราเป็นคนนี้คนเดียว เหมือนร้านจัดระบบให้มีพนักงานประจำโต๊ะรึเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนได้รับบริการเป็นพิเศษต่างจากที่ร้านในคืนแรก แล้วชุดที่เค้าใส่ก็ต่างจากพนักงานเสิร์ฟคนอื่นๆอาจเป็นหัวหน้ารึเปล่าไม่รู้ เฉลยของสิ่งที่ผมสงสัยและรู้สึกแปลกๆทุกอย่างก็ปรากฏในใบเสร็จว่าพนักงานเสริฟคนนี้เป็นคนไทยจากชื่อที่มีในใบเสร็จ(ขอไม่บอกชื่อแล้วกัน)เขาคงรู้ว่าเราเป็นคนไทยจากการที่เราคุยกันด้วยภาษาไทยตั้งแต่เข้าร้าน ตอนรู้นั้นพนักงานท่านนี้ไปทอนเงินอยู่ แม่ผมไปห้องน้ำ พอพนักงานท่านนี้กลับมาที่โต๊ะแม่ผมเจอแล้วทักเป็นภาษาไทยเลยว่าเป็นคนไทยใช่มั้ย (ผมแอบคิดตลกกับน้องว่าถ้าเขาไม่ใช่จะเป็นอย่างไงต่อเนี่ย) สุดท้ายพนักงานท่านนี้ก็บอกว่าที่เขาพยายามไม่พูดไทยเพราะเค้าเคยเสิร์ฟลูกค้าคนไทยเหมือนกัน พูดคุยเป็นภาษาไทยจนหัวหน้าเค้าเห็นแล้วไม่พอใจเท่าไหร่ เพราะภาษาไทยฝรั่งฟังไม่รู้เรื่องแล้วเค้ากลัวจะบริการคนไทยเป็นพิเศษ เค้าจึงไม่ให้พูดภาษาไทย จริงๆแล้วเรามาอยู่ที่นี่หลายวันก็เราเจอคนไทยหลายคนที่ดิสนีย์แลนด์ และขอบอกเลยว่ามาอยู่ประเทศไกลๆอย่างสหรัฐอเมริกา คนไทยเป็นสิ่งที่เจอง่ายมากทุกที่

หลังจากทานเสร็จนั้นเราก็เข้าไปในส่วนแคลิฟอร์เนีย แอดเวนเจอร์ บอกเลยว่าเราไม่ได้เล่นอะไรมาก มัวแต่เดินเล่นเข้าร้านขายของที่ระลึกมากกว่า เราก็เข้าไปดูหนัง 3มิติคือ Muppet*Vision 3D ภายในตกแต่งได้สวยดี มันจะมีห้องที่ไว้รอขณะรอบก่อนหน้านี้กำลังฉายอยู่ ในห้องนี้จะมีทีวีที่ฉายละครสั้นๆของตัวละครในเรื่อง The Muppets ทำให้แก้เบื่อได้ พอเข้าไปอยู่ในโรงก็เหมือนโรงหนังทั่วไปต่างที่ด้านบนข้างๆจะมีหุ่นยนต์คนแก่ 2คนที่จะโผล่ออกมาตอนเริ่มหนังและมีการใส่แว่น 3มิติเหมือนกับมาดูหนังด้วย ที่น่าตกใจคือตอนสุดท้ายมีปืนใหญ่ออกมาจากห้องฉายหนังแล้วยิงเป็นอันจบรอบ
ป้ายหน้าโรงหนัง
พอถึงตอนนี้ก็เป็นช่วงเย็นแล้วผมก็จะจบการเที่ยวที่ดิสนีย์แลนด์ด้วยการไปเล่นเครื่องเล่นที่ชอบที่สุดคือรถไฟเหอะ California Screamin' เป็นอย่างสุดท้าย ครั้งนี้ดีหน่อยคือผมเล่นกับพ่อและน้อง แล้วเรา 3คนได้นั่งในรถแบบ 3ที่นั่ง ทำให้มีรูปถ่ายบนรถไฟเหอะแบบมีพวกเรา 3คนโดยไม่มีคนอื่นในรูป จบจากการเล่นแล้วเราก็ไปที่ร้านขายของที่ระลึกโดยผมก็ไปซื้อ Lollipop มาอันนึงราคา 4เหรียญกว่าๆ ปัจจุบันยังไม่ได้แกะกินเลย แล้วก็ไปร้านขายของที่ระลึกแถวๆทางเข้าเพื่อนำบัตรที่ใช้สำหรับบริการในดิสนีย์แลนด์ไปให้เขาส่งรูปที่เราถ่ายภาพครอบครัวโดยช่างภาพตามจุดต่างๆ ที่เขาถ่ายให้แล้วเอาบัตรนี้ไปรูดเก็บภาพเข้าระบบ เป็นบริการที่เรียกว่า Disney Photopass สะดวกสำหรับการถ่ายภาพหมู่ และเป็นของที่ระลึกที่ดีที่สุด
ตัวอย่างภาพจาก Disney Photopass ซึ่งเราสามารถแต่งได้ และภาพจะมีลิขสิทธิ์ทุกภาพ
3วันที่ดิสนีย์แลนด์ผมมีความสุขมาก รู้สึกเหมือนเป็นเด็กที่อยากเล่นไปทุกอย่าง อยู่ที่นี่ทุกคนแม้แต่ผู้ใหญ่ก็เหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง คนที่ไม่เคยมาดิสนีย์แลนด์ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตามควรมาลองซักครั้งในชีวิต จบวันที่ 5 วันสุดท้ายที่เราได้เที่ยวดิสนีย์แลนด์

อ่านวันที่ 6 เที่ยว Universal Studios

วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร, หมู่บ้านมังกรสวรรค์

พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร, หมู่บ้านมังกรสวรรค์ และศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

เริ่มต้นที่ หมู่บ้านมังกรสวรรค์ เป็นสถานที่ที่ตกแต่งเหมือนกับหมู่บ้านจีนโบราณ มีร้านขายของ, ร้านอาหารให้บริการ ถือเป็นเป็นจุดท่องเที่ยวที่คนที่มาสุพรรณบุรีต้องมาถ่ายภาพ ส่วนนี้เข้าชมฟรี

อีกจุดนึงใกล้ๆกันคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ที่เป็นที่นับถือของคนไทยเชื้อสายจีน และตกแต่งด้วยปฏิมากรรมแบบจีน
สุดท้ายคือ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการประวัติศาสตร์ของจีนตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน โดยมีการใช้เทคนิคแสง สี เสียงและการเคลื่อนไหวประกอบได้ดีมาก เค้าจะแบ่งเป็นหลายๆห้องใต้ตัวมังกร แต่ละห้องจะแบ่งกั้นด้วยประตูอัตโนมัตที่จะเปิดแค่ 1นาที และเปิดได้แค่ข้างเดียว (พูดง่ายๆคือโดนขังในห้องได้และต้องรอรอบต่อไปมาเปิดให้) ผมว่าเป็นเทคนิคที่ดีในการควบคุมคนหลายคนให้อยู่ในรอบการบรรยายของตัวเอง

สำหรับค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 299บาท เด็ก 149บาท คนต่างชาติผู้ใหญ่ 499บาท เด็ก 299บาท 
วันพุธ-ศุกร์เปิด 10.00-16.00น. เปิดรอบทุกๆ 1ชั่วโมง วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดเปิด 9.00-17.00น. 
เปิดรอบทุกๆ 20นาที

แผนที่ที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร


กลับไปยังหน้า Thailand เที่ยวในไทย

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

Photoshop Tip 1: Tilt Shift การแต่งภาพให้เหมือนของเล่น

Tilt Shift เป็นการแต่งภาพให้ภาพมีลักษณะเหมือนกับเป็นของเล่นของจิ๋ว การจะได้ภาพสำหรับการทำ Tilt Shift ที่ดี ภาพถ่ายที่นำมาแต่งควรมี
  1. การถ่ายภาพด้วยมุมกด เหตุผลเพราะปกติเวลาเรามองของเล่นขนาดเล็กที่วางอยู่บนพื้น เราต้องก้มมองมันเสมอ (คงไม่มีใครเงยหน้ามองจากด้านล่างของของเล่นหรอกนะ)
  2. การถ่ายภาพจากที่สูง เนื่องจากต้องถ่ายด้วยมุมกด เราต้องอยู่สูงกว่าวัตถุที่จะถ่ายใช่มั้ย
  3. วัตถุต้องอยู่ห่างจากเราพอสมควร อย่างน้อยควรมากกว่า 50 เมตร นึกตามหลักความเป็นจริง เราต้องเห็นวัตถุมีขนาดเล็ก
  4. ใช้เลนส์มุมกว้าง ยิ่งกว้างยิ่งดี เก็บสิ่งรอบๆให้ได้มากที่สุด
  5. ภาพที่ได้ต้องชัดลึก เพราะเราต้องการภาพแนว Landscape และหากมีการเบลอของภาพจะทำให้แต่งยากด้วย
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นเพียงเบสิคง่ายๆของภาพที่สามารถนำมาแต่ง Tilt Shift ได้

ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนการแต่งภาพด้วยโปรแกรม Photoshop
ขั้นที่ 1 เปิด Photoshop เลือกภาพที่ต้องการมา อาจจะปรับแต่งด้วยโปรแกรม Camera Raw ก่อนได้ตามที่ผู้แต่งต้องการ

ภาพนี้ถ่ายที่สะพานลอยเชื่อม Airport Link มักกะสันกับ MRT
ขั้นที่ 2 หากภาพมีส่วนเกินที่ไม่จำเป็นก็ให้ทำการ Crop ภาพ โดยการคลิ๊กไอคอน Crop แล้วลากให้เหลือส่วนที่ต้องการ (ถ้าภาพมีวัตถุหลัก มันจะมีเส้นแบ่ง 9 ช่อง แนะนำว่าให้วัตถุหลักอยู่จุดใดจุดหนึ่งของเส้นตัด ตามกฏของจุดตัด 9 ช่อง)
ขั้นที่ 3 ให้คลิ๊กขวาที่ Layers ที่อยู่ตรงมุมขวาล่าง แล้วเลือก Duplicate Layer เราจะได้อีก Layer นึงเพื่อป้องกันภาพต้นฉบับเสียหาย
  ขั้นที่ 4 คลิ๊กที่ไอคอนซ้ายล่างสุด คือปุ่ม Quick Mask Mode หรือกด Q ในคีย์บอร์ด
จากนั้นเลือกไอคอน Gradient Tool แล้วเลือกรูปตามที่ลูกศรชี้
ขั้นที่ 5 เราก็ทำการเลือกพื้นที่ที่จะให้ภาพชัดอยู่ โดยการลากในแนวตั้ง กดปุ่ม Shift ในคีย์บอร์ดด้วยระหว่างลากเพื่อให้ได้เส้นตรง เราจะได้พื้นที่สีแดงตามรูป โดยอย่าให้พื้นที่สีแดงแตะขอบบนหรือขอบล่างของภาพ
ขั้นที่ 6 กดไอคอน Quick Mask อีกรอบเพื่อกลับไปโหมดปกติ เราจะเห็นส่วนที่ไม่ได้มีสีแดงเมื่อกี้ถูกไฮไลท์ นี่คือส่วนที่เราจะทำการเบลอภาพ ให้คลิ๊กที่ Filter => Blur => Lens Blur
เมื่ออยู่ที่หน้าต่าง Lens Blur แล้ว ให้ปรับความเบลอของภาพตามต้องการที่ Radius แต่ไม่ควรเบลอจนสุด เอาแค่ให้เห็นว่าเบลอพอ
ขั้นที่ 7 (แล้วแต่เทคนิคแต่ละคน) ปรับแต่งความสวยของภาพ เริ่มที่คลิ๊กไปที่ Image => Adjustments => Curves
ตรง Curves นี้เราจะเห็นกราฟแสดงความสว่างของภาพตั้งแต่มืดจนสว่างจ้า เราจะให้รูปมี Contrast ก็ปรับให้เส้นเป็นรูปตัว S มากน้อยตามความต้องการ
ปรับความสดของสีโดยการคลิ๊ก Image => Adjustments => Hue/Saturation
เพิ่มความสดของสีให้มากโดยเลื่อน Saturation ให้ภาพมีสีสดกว่าปกติ ยิ่งสดยิ่งเหมือนของเล่น
ขั้นที่ 8 เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยตามความต้องการ ให้รวม Layer โดยการคลิ๊กขวาที่ Layer ใดก็ได้ แล้วเลือก Merge Visible จากนั้นก็ Save เป็นอันเสร็จสิ้น
Final Image
ภาพแนวนี้ส่วนใหญ่จะมีองค์ประกอบเป็นตึกอาคารต่างๆมาก เหมือนเป็นการมองภาพพวกของเล่นโมเดล

ภาพตัวอย่างเพิ่มเติม
กลับไปยังหน้า Photo Tips

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

เที่ยวอเมริกาด้วยตัวเอง วันที่ 4 เที่ยว SeaWorld

*บทความนี้เล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเที่ยวเมื่อปี 2552

อ่านวันที่ 1 วันอันวุ่นวาย
อ่านวันที่ 2 เที่ยว Disneyland 
อ่านวันที่ 3 เที่ยว California Adventure

วันที่ 4
วันนี้เป็นวันที่เราไปเที่ยว SeaWorld ซึ่งอยู่ที่เมือง San Diego ทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย การเดินทางเราให้ทางโรงแรมหาทัวร์ที่จะมารับและพาเราไปได้เลย โดยเราได้ทำการจองในวันก่อนหน้านี้ ราคาถ้าจำไม่ผิดคนละประมาณ 65เหรียญสำหรับผู้ใหญ่ และวันนี้ก็ต้องมารอรถบัสที่จะมารับที่หน้าโรงแรมประมาณ 8โมงเช้า ผมก็ทานอาหารเช้าง่ายๆที่ซื้อจากเซเว่นตรงข้ามโรงแรม แล้วเราก็มายืนรอรถบัสโดยที่ไม่รู้ว่าจะเป็นรถแบบไหน โชคดีที่รถที่มารับเราติดโฆษณา SeaWorld ไว้ทั่วรถ ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ารถคันนี้จะพาเราไปที่ SeaWorld เลยแต่ว่ารถนี้มีหน้าที่แค่รับลูกค้าตามโรงแรมที่อยู่บริเวณนั้น ประมาณ 9โมงกว่าๆ เค้าก็ได้มาส่งที่จุดปล่อยรถของบริษัท ซึ่งมีรถบัสจอดอยู่มากมายหลายเส้นทาง มาที่นี้เรามาจ่ายเงินและเค้าจะบอกให้ว่าขึ้นรถบัสคันไหน เราก็ไปที่รถบัสเจอคนขับที่แก่ๆสูงๆหน่อย ผมคิดอยู่ในใจว่าโอ้โห เอาคุณปู่มาขับรถเลยหรือนิ (ต่อไปนี้ผมขอเรียกคนขับรถบัสว่าคุณปู่แล้วกัน) เราใช้เวลาเดินทางไป San Diego ประมาณ 3ชั่วโมง สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากคือตลอดทางคุณปู่จะพูดบรรยายตลอดทางเลยว่าซ้ายมือคืออะไร ขวามือคือสถานที่อะไร ทำให้ตลอดทางดูน่าสนใจไปหมด แล้วเค้าก็เล่าว่าเค้าอายุ 70กว่าแล้ว ขับรถบัสเส้นทางนี้ทุกวันอังคาร กับพฤหัส ผมว่าคุณปู่คนนี้ดูไม่ธรรมดาเลย อายุมากแต่ยังมีความสามารถในการรับผิดชอบให้ความสะดวกสบายกับผู้โดยสารในรถบัสตลอดระยะทางไกลๆได้ดีทีเดียว เมื่อมาถึง SeaWorld เรียบร้อยเราก็ติดสติ๊กเกอร์ของทัวร์ไว้ที่เสื้อ แล้วเค้าก็ปล่อยเราจนถึง 4โมงเย็น

เมื่อเราเข้ามาภายใน เราก็มุ่งหน้าไปสถานที่แสดงโชว์โลมา ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นกับพวกโชว์สัตว์อยู่แล้วเพราะเคยดูมามากแล้ว แต่ผมชอบการตกแต่งของเค้า (ดีกว่าฉากของที่ซาฟารีเวิล์ด)
การแสดงโชว์โลมา
พอเสร็จจากโชว์โลมาเราก็เดินสัตว์ดูรอบๆ ที่นี่เป็นธีมปาร์คที่เป็นสวนสนุกกึ่งสวนสัตว์โดยจะเน้นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในทะเล ก็เลยมีสัตว์ให้ดูมากมาย
สิงโตทะเล
นกฟลามิงโก้
พืชพรรณข้างทาง
แล้วเราก็มาดูโชว์เล็กๆ เป็นโชว์สิงโตทะเลก็ไม่มีอะไรมาก แต่ตอนสุดท้ายผมแอบตกใจนิดหน่อยตอนมีเจ้าตัวใหญ่สีเผือกว่ายมาจากหลังเวทีแบบไม่บอกใคร
จากนั้นเราก็เดินไปดูโชว์ที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือโชว์วาฬเพชฌฆาต"Shamu" เป็นที่น่าทึ่งที่คนสามารถฝึกวาฬนักล่าที่อันตรายอย่างนี้ได้ อัฒจรรย์เค้าจะมีขนาดใหญ่กว่าโชว์อื่นเพราะคนมาที่นี่ต้องการดูโชว์นี้หมด

ภาพไม่มีเลยเอาวิดีโอมาให้ดู(ของเก่าภาพไม่คมชัดเหมือนเดิม)

พอจบโชว์ทุกอย่างเราก็ทานอาหารกลางวันโดยมีนกนางนวลยืนจ้องอยู่ข้างๆตลอดเวลา (คือสถานที่อยู่ใกล้ทะเล) เมื่อทานเรียบร้อย ตอนบ่ายก็เป็นเวลาของคนบ้าเครื่องเล่นอย่างผม ก็ประเดิมเลยอันแรกใกล้ๆที่นั่งทานอาหาร คือ Shipwreck Rapids เป็นแพล่องไปตามน้ำเชี่ยวคล้ายๆที่ไปเล่นเมื่อวานที่แคลิฟอร์เนีย แอดเวนเจอร์ แต่ครั้งนี้ต่างหน่อยคือเนื่องจากสถานที่อยู่ใกล้ทะเล ลมแรงบวกกับต้องเปียกออกมาด้วยทำให้คนที่เล่นคือผม น้องและพ่อต้องซื้อผ้าห่มคนละตัวคลุมออกมา คือตอนนั้นถึงจะมีแดดแต่ก็ไม่ได้ร้อนมากเพราะลมแรง เราก็ไม่อยากเป็นไข้ด้วย 

แล้วเราก็ไม่ได้เล่นอะไรหลังจากนั้นทันทีเพราะเครื่องเล่นมีไม่มากและรอให้ตัวแห้งด้วย ก็ไปเดินดูส่วนจัดแสดงสัตว์อย่างนกเพนกวินที่มีหลากหลายสายพันธุ์มาก
อีกทั้งได้ขึ้นเคเบิลคาร์ชมวิวทะเลภายนอกไปเรื่อยๆ
 เวลาที่นี้ใกล้จะหมดแล้ว ผมยังเหลืออีกอย่างที่อยากเล่นคือ Journey to Atlantis เป็นเรือกึ่งรถไฟเหอะ คือจะมีช่วงที่อยู่บนรางเหมือนรถไฟเหอะ และจะอยู่บนน้ำเหมือนเรือ ง่ายๆคือเป็นรถไฟเหอะที่ทำให้เราเปียก ด้วยเหตุที่มันเป็นเปียกทำให้ไม่มีใครในครอบครัวผมยอมเล่น แต่ผมก็ยังอยากเล่นเพราะไหนๆมาถึงที่นี่แล้ว เครื่องเล่นนี้ก็เป็นของหลักของเค้าด้วย ผมก็เลยยอมเล่นคนเดียว ก็ซื้อเสื้อกันฝนแล้วไปต่อคิวเหงาๆคนเดียว แต่พอได้ขึ้นแล้วก็สนุกดี มีอะไรให้ดูนิดหน่อยแต่ผมถอดแว่นเล่นเลยมองไม่เห็น พอตัวเรือดิ่งลงมาเปียกข้างล่างแล้วดันมีน้ำที่ฉีดใส่เรือจากคนข้างนอกอีก น้องผมก็เล่นฉีดน้ำอันเนี้ยแหละ
ด้านหน้า Journey to Atlantis
ตอนนั้นก็ถึงเวลากลับแล้ว พวกเราก็ไปขึ้นรถบัสของคุณปู่กลับ ระหว่างทางนั่งรถกลับก็เห็นเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์ค 3ลำของกองทัพสหรัฐบินเหนือชายหาดตอนพระอาทิตย์ตกก็เป็นภาพที่สวยดี ผมจำไม่ได้ว่าตอนกลับผมหลับรึเปล่า แต่ขากลับเนี้ยคุณปู่จะขับพาผู้โดยสารมาส่งตามโรงแรมเลย ผู้โดยสารทุกคนในรถคันนี้มีโรงแรมบริเวณใกล้ๆกันคือแถวๆดิสนีย์แลนด์ คุณปู่จะบอกว่าจะไปโรงแรมอะไรแล้วเรียกนามสกุลของผู้โดยสารว่าลงป้ายหน้านะอะไรอย่างนี้ ไม่ต้องสงสัยว่าเค้าอ่านนามสกุลคนไทยไม่ออก เลยไม่ได้เรียกนามสกุลพวกเราแค่บอกโรงแรม Jolly Roger ที่เราพัก ที่น่าประทับใจคือพอรถจอดหน้าโรงแรมปุ๊ป คุณปู่ยังอุตส่าห์ลงจากรถมาส่งด้วย ผมรู้สึกชื่นชมในความแข็งแรงและใส่ใจของคุณปู่คนขับคนนี้มากจริงๆ