สำหรับรถไฟสายนี้สามารถใช้บัตร Suica ได้ แต่ใช้ Japan Rail Pass ไม่ได้เช่นเคย สถานีที่เราจะลงคือสถานีอาซากุสะ (Asakusa) ซึ่งเป็นสถานีปลายทางของรถไฟ Tobu นั่งจากที่นี่เพียง 5 นาที ผมก็ไม่ค่อยรู้อะไรมาก เดินไปรอที่ชานชาลาที่เขียนว่า Asakusa เห็นรถไฟขบวนแรกก็ขึ้นเลย ถูกขบวนด้วย สกิลหาทางไปจุดหมายแบบไม่หลงยังทำงานดีอยู่ ทั้งๆที่เราไม่ได้หาข้อมูลเส้นทางนี้เลย
พอถึงสถานีอาซากุสะเรียบร้อย จะเห็นเจ้าหน้าที่ยื่นอยู่ตรงประตูรถไฟทุกบาน คอยวางทางเดินให้เราออก เพราะช่องว่าระหว่างรถไฟกับชานชาลามันกว้างมาก เนื่องจากตำแหน่งที่ตู้รถไฟที่เราอยู่จอดตรงทางโค้ง
ออกจากสถานีก็ตามคนส่วนมาไปเลย เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลัก ป้ายมีเยอะ นักท่องเที่ยวเยอะ เราก็เดินประมาณ 5 นาทีก็ถึงหน้าประตูที่มักเป็นจุดแรกที่คนจะหยุดถ่ายรูปกัน นั้นคือประตูคะมินะริมง (Kaminarimon)
 |
จะเจอตึกเบียร์อาซาฮีระหว่างทาง |
 |
ประตูคะมินะริมง |
ผ่านประตูนั้นก็เป็นถนนนากะมิเซะ (Nakamise Dori) ซึ่งมีของฝากเยอะ พวกเครื่องราง, พวงกุญแจ, เครื่องแต่งกาย, ขนม, ของกินต่างๆ แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรฝากกลับมาหรอก เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็น
 |
เห็นป้ายนี้มีภาษาไทยติด 1 ใน 4 บ่งบอกถึงประมาณคนไทยได้เยอะจริงๆ |
 |
ซาลาเปาทอดไส้คัสตาร์ท 170 เยน |
ตามตำนานวัดเซนโซจิสร้างเมื่อปีค.ศ. 628 จากการที่มี 2 พี่น้องชาวประมงมาจับปลาที่แม่น้ำสุมิดะ แต่แล้ววันหนึ่งจับปลาไม่ได้ซักตัว เลยอธิฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้จับปลาได้ เมื่อทอดแหกลับได้รูปพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำสูงประมาณ 5 นิ้ว จึงนำกลับหมู่บ้านแล้วได้สร้างวัดขึ้นมาเพื่อให้คนทั่วไปได้มาสักการะบูชาจนถึงปัจจุบัน
บริเวณของวัดก็จะเจอบ่อน้ำสำหรับล้างมือ เราก็ควรล้างมือก่อนเข้าไปสักการะพระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำ วิธีการล้างมือก็ไม่แน่ใจนะ แต่ผมเอากระบวยรองน้ำ ล้างมือซ้าย มือขวาตามลำดับ แล้วรองน้ำใส่มือเพื่อดื่ม จากนั้นก็บ้วนทิ้ง ผิดถูกอะไรช่วยบอกด้วย แต่ก็ทำแบบนี้ไปทั้งทริปแล้วแหละ
 |
พระโพธิสัตว์กวนอิมทองคำ |
 |
ใครอยากลองเสี่ยงเซียมซีก็ทำได้ |
 |
ถ้าได้คำเซียมซีที่ความหมายดีเราก็เก็บไว้ แต่ถ้าความหมายไม่ดีก็ให้ผูกตามในรูปเพื่อให้ทางวัดนำไปสะเดาะเคราะห์ |
เริ่มเย็นก็จะไปตลาดอะเมะโยโกะเพื่อตามหาคิทแคทของเราต่อ วิธีไปคือใช้รถไฟใต้ดิน Tokyo Metro สาย Ginza สถานีอยู่ใกล้ๆวัดเลย แต่คนละแห่งจากตอนมานะ อันนี้จะใกล้กว่า ใช้เวลานั่งรถไฟไปยังสถานีอูเอโนะ (Ueno) ประมาณ 5 นาที
 |
แผนที่ Tokyo Metro |
 |
จอแสดงผลจะแสดงเวลาว่าจะถึงสถานีภายในกี่นาที |
 |
สถานีอูเอโนะค่อนข้างเป็นสถานีใหญ่ จะหาทางออกก็พยายามหาที่ออกไปสวนอูเอโนะ |
ออกมาจากทางเดินใต้ดินเราต้องเดินผ่านสถานีอูเอโนะของ JR โดยตลาดจะอยู่เลียบทางรถไฟฝั่งตรงข้ามของสถานีของ JR ตลาดอะเมะโยโกะจะเป็นตลาดของสด มีของฝากราคาและของใช้ถูก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า รองเท้า คล้ายตลาดนัดจตุจักรบ้านเรา แต่ช่วงที่ผมไปมันเป็นช่วงเย็นมาก 5 โมงกว่า ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดไปแล้ว เที่ยวตลาดมาเช้าๆน่าจะดีกว่า
 |
สถานีอูเอโนะ (JR) |
 |
ตลาดอะเมะโยโกะจะอยู่ฝั่งซ้าย |
ท่าทางคนไทยก็มาเยอะ บางร้านถึงกับมีภาษาไทยให้ด้วย แต่คนไทยก็เยอะจริง เพราะเจอมากับตัวคือเราจะมาความสามารถในการแยกคนไทยออกจากยุ่นได้ มองปุ๊ปเดาได้เลยว่าคนไทย เที่ยวตลาดนี้ก็เจอหลายกลุ่ม แต่ตัวผมเองจะไม่แสดงตนว่าเป็นคนไทย เพราะมาคนเดียวไม่ต้องคุยกับใคร (ยกเว้นระหว่างถ่ายคลิปนะ ที่จะพูดอยู่คนเดียว) ถ้าจะพูดเราจะพูดภาษาอังกฤษ ปนญี่ปุ่นแบบงูๆปลาๆบ้าง ตลาดนี้คนไทยเยอะ เดาได้ว่าพ่อค้าแม่ค้าพูดภาษาไทยได้ จริงหรือเปล่าไม่รู้นะ อันนี้เป็นการเดา







เดินมาเกือบสุดทางสะดุดกับร้านนึงเข้า เป็นร้านใหญ่เลยอยู่ซอยข้างๆ ที่สะดุดเพราะเจอคิทแคทถุงใหญ่หลายรส ราคาถุงละ 234 เยน ถูกมากกกก!! เลยจัดไป 4 รส ได้แก่รสชาเขียว, รสราสเบอร์รี่, รสดาร์กช็อกโกแลต และคิทแคทอบ ภายในร้านมีของฝากอื่นอีกเยอะแยะเลย ร้านเดียวกันเปิด 2 ฝั่งขายของต่างกัน ส่วนมากเป็นขนม สรุปหมดกับร้านนี้ไปเยอะเหมือนกัน ตอนจ่ายเงินเนื่องจากผมซื้อขนมเยอะมาก ผมก็ยื่นแบงค์ 10,000 เยนให้ คุณป้าแคชเชียร์เขาทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ 10,000 เยนมันไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆเลย ของที่เราซื้อก็แค่ไม่กี่พันเยน (พอดีอยากแตกแบงค์ย่อยด้วยแหละ) เขาก็รับเงิน แล้วชูขึ้นพูดภาษาญี่ปุ่นทำนองว่าตอนนี้ฉันรับเงิน 10,000 เยนให้คนอื่นได้ยิน เงินทอนนางก็นับเสียงดังถึง 2 รอบ ในใจเราก็อึ้งไปไม่น้อย งงว่าเขาประจานเราหรือว่าอย่างไร แต่ถ้านึกมองอีกมุมนึง การกระทำแบบนี้แสดงว่าคนญี่ปุ่นมีความซื่อสัตย์สูงมาก ทอนเงินก็ต้องนับให้ดูเพื่อให้เราแน่ใจว่าเขาทอนเงินถูกต้อง
 |
คิทแคทหลายรส ราคาถูกด้วย |
ซื้อของเสร็จเรียบร้อย สภาพก็ดูในวิดีโอแล้วกัน นึกภาพก็จากที่โตเกียวสกายทรี+ถุงขนมหนักๆอีก 3-4 ถุงใหญ่ สภาพตอนนั้นคือ "OVERLOAD"
เลยนึกว่าจะพอแล้วสำหรับวันนี้ มือซ้ายถือถุงขนมเยอะแยะ มือขวาถ่ายวิดีโอ บนตัวก็แบกอุปกรณ์หนัก ไม่มีใครช่วยด้วยสิ ที่คิดตอนนั้นคือต้องหาที่นั่งให้ได้ ในหัวมีอยู่ที่เดียวคือสวนอูเอโนะ เลยเดินไปทันที ข้ามถนนมานิดเดียวก็ถึง เราก็ได้นั่งพักสมใจ อากาศเย็นสบาย
สวนอูเอโนะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางโตเกียว ช่วงฤดูใบไม้ผลิดอกซากุระที่สวนนี้จะบานสวยงาม คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจะชอบมาชมบรรยากาศสวยงามของดอกซากุระกันอย่างหนาแน่น
 |
เห็นตู้ล็อกเกอร์แล้วอิจฉาคนญี่ปุ่นที่มีที่เก็บของแทบทุกที่ แม้แต่กลางสวนแบบนี้ |

ผมขอเตือนว่าถ้าแต่งตัวเป็นนักท่องเที่ยว จะมีพระที่จะคอยตามเรา และจะยื่นรูปเจ้าแม่กวนอิมแล้วขอเงินบริจาคจากเรา ผมก็จะหนีนะ บอกว่าไม่เอา แต่สภาพร่างกายมันไม่ไหวจริงๆ บวกกับพระพูดอังกฤษได้อีกต่างหาก เลยต้องยอมเสียแค่ 100 เยน เพราะเรามีแค่นั้นจริงๆ เงินหมดกับการซื้อขนมทั้งวัน ใครเจอก็ระวังด้วย เพราะเท่าที่ดูแล้วชาติอื่นเค้าให้ไปหลายพันเยนอยู่
อยู่ที่นี่ไม่นาน อยากเดินชมสวนอูเอโนะนะแต่พื้นที่ใหญ่มันมาก ถ้าให้เดินต่อไปอีกมีหวังวู้บกลางทางแน่ๆ เลยขอจบวันที่ 2 ตรงนี้ เพราะพรุ่งนี้ต้องเดินทางไกลอีก โดยกลับไปโรงแรมที่อิเคะบุคุโระด้วยรถไฟ JR สาย Yamanote ที่สถานีอูเอโนะ โดยใช้ Japan Rail Pass
 |
รถไฟสาย JR Yamanote |
สรุปวันนี้หมดไปประมาณ 3 พันเยนกับขนมที่มีเยอะมากๆ ถือว่าเพียงพอแล้ว เพราะหลังจากนี้จะไม่มีโอกาสได้หาซื้อขนมอะไรที่โตเกียวอีกแล้ว
จากการกลับมาคิดที่โรงแรมอีกทีก็ไม่อยากจะนึกสภาพตัวเองหากไม่เปลี่ยนแผนไปช้อปแต่เช้าและตอนเย็นไปโอไดบะอีก ถ้าทำอย่างนั้นไปคงเป็นลมอยู่ที่ไหนซักที่ คิดถูกแล้วที่เปลี่ยนแผน รสชาติของการเที่ยวคนเดียวมันเริ่มเผ็ดร้อนแล้ว...
แผนที่เส้นทางการเดินทางโดยประมาณ
สีแดงคือเส้นทางการเดินทาง สีน้ำเงินคือเส้นทางไป-กลับจากโรงแรม
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น